วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เยือนถิ่นสามโคกจากนิราศภูเขาทอง



นิราศภูเขาทองได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศที่ไพเราะที่สุดและดีที่สุดของสุนทรภู่ สุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้ขณะบวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ ได้เดินทางโดยเรือไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ นิราศเรื่องนี้พร้อมไปด้วยกระบวนกลอนอันไพเราะและแฝงแง่คิดในการดำรงชีวิตไว้มากมาย ผู้อ่านจะเห็นสัจธรรมของชีวิตที่ว่า “เมื่อมีวันรุ่งเรืองก็ต้องมีวันที่ตกต่ำ” ที่สุนทรภู่ได้พบเจอ และได้รับความรู้จากสภาพสังคมชาวบ้านสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุนทรภู่ได้บรรยายไว้อีกด้วย



สำหรับการเดินทางในนิราศนั้นสุนทรภู่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯเมื่อเดือนสิบเอ็ด หลังจากรับกฐินแล้ว โดยล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยากับบุตรชายชื่อหนูพัด ออกเดินทางจากวัดราชบูรณะ ผ่านพระบรมมหาราชวัง ท่าแพ (ท่าราชวรดิษฐ์) วัดประโคนปัก โรงเหล้า บางยี่ขัน บางจาก บางพลู บางพลัด บางโพ บ้านญวน วัดเขมาภิรตาราม ตลาดแก้ว ตลาดขวัญ บางธรณี บ้านมอญ บางพูด บ้านใหม่ บางเดื่อ บางหลวง เชิงราก สามโคกบ้านงิ้วถึงเกาะราชครามในตอนเย็นจึงล่องเรือต่อมาจนพลบค่ำก็ถึงตำบลกรุงเก่า ขณะนั้นพระนายไวย(พระยาไชยวิชิต (เผือก)) ซึ่งคุ้นเคยกับสุนทรภู่ดีได้เป็นผู้รั้ง สุนทรภู่ตกยากจึงไม่กล้าแวะเข้าไปหา สุนทรภู่จึงไปพักค้างคืนที่หน้าวัดพระเมรุ ขณะจำวัดในเรือถูกโจรเข้ามาขโมยของ แต่สุนทรภู่รู้ตัวเสียก่อน ครั้นรุ่งเช้าสุนทรภู่จึงไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ได้พบพระบรมธาตุในเกสรดอกบัวจึงได้อัญเชิญมา แต่รุ่งเช้าก็อันตรธานไป สุนทรภู่พักค้างคืนที่วัดภูเขาทองคืนหนึ่งจึงได้ล่องเรือกลับกรุงเทพมหานคร มาจำพรรษาที่วัดอรุณราชวราราม ตอนท้ายของนิราศ สุนทรภู่กล่าวว่านิราศเรื่องนี้ที่กล่าวถึงความรักไว้ เป็นเหมือนพริกไทยใบผักชีโรยหน้าอาหารให้เกิดความสวยงามเท่านั้นเอง หาได้มีความรักจริงๆไม่



ในตอนที่ผ่านสามโคกนี้สุนทรภู่ได้กล่าวถึงความรักความอาลัยอาวรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งเสด็จสวรรคตหลายปีแล้ว แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ไม่เสื่อมคลาย สุนทรภู่ย้อนนึกถึงตอนที่พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสามโคก และประทับที่พลับพลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้ายเยื้องเมืองสามโคก ยังความปลาบปลื้มใจให้แก่ชาวมอญเป็นล้นพ้น พสกนิกรจำนวนมากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนำดอกบัวหลวงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอย่างเนืองแน่น ยังความซาบซึ้งในพระราชหฤทัยเป็นที่ยิ่ง จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลว่า "ประทุมธานี" ดังที่กล่าวไว้ในนิราศว่า



๏ ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี


ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว


โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว


โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ


สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย


แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี




เมืองสามโคกเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานมากว่า370 ปี ที่ตั้งเดิมอยู่บริเวณวัดพญาเมือง (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ใกล้ๆกับวัดป่างิ้ว) เมืองนี้ได้ร้างไปเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่1 ในพ.ศ.2112 ชื่อสามโคกนี้มีปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (พระเจ้าอู่ทอง) ต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองได้กล่าวถึงกฎหมายเก่าลักษณะพระธรรมนูญว่าด้วยการใช้ตราราชการพ.ศ.2179 แผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง โดยระบุว่าสามโคกเป็นหัวเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม



บ้านสามโคกได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นที่ที่ชาวฮอลันดาเขียนขึ้นในปี ค.ศ. ๑๓๒๖ เป็นภาพวาดหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่คุ้งน้ำฝั่งตะวันตก โดยมีคำบรรยายในหมายเลขกำกับที่มุมว่า “Potte – Bakkers Drop” หมายถึงหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา หรือ หมู่บ้านปั้นหม้อซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของบ้านสามโคกว่า หมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาออกจำหน่าย มีการก่อตั้งโคกเนิน เพื่อสร้างเผาเตาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสามโคก แต่ละโคกก็มีการก่อเตาเรียงคู่ขนานสลับซับซ้อนกันอยู่ ประมาณว่า ทั้งสามโคกมีเตารวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ เตา แหล่งเตาเผาที่บ้านสามโคก นับเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนล่าง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปทุกครัวเรือนโดยเฉพาะ ตุ่มอีเลิ้งซึ่งเป็นตุ่มดินสีแดงไม่เคลือบ ปากเล็กก้นลึก กลางป่อง ซึ่งต่อมาเรียกตามชื่อแหล่งผลิตว่า ตุ่มสามโคกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญที่บ้านสามโคก




ที่มาของชื่อ “สามโคก”


ชื่อสามโคกมีตำนานและข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการและคนในท้องถิ่นมากมาย พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ (2537: 36-37) กล่าวว่า สามโคกเป็นชุมชนโบราณที่ใช้เรียกชุมชนของชาวรามัญที่เข้าไปตั้งเตาเผาหม้อ เผาโอ่งอ่างกันเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นที่ราบลุ่มดินดี ดังนั้นการอาศัยอยู่ได้โดยยึดอาชีพเผาหม้อเช่นนั้นจำเป็นต้องทำเตาให้สูงเป็นโคกเพื่อหนีน้ำ ส่วนจะมีจำนวนเตาเพียงสามโคกหรือเหลืออยู่เพียงสามเตาสามโคกเป็นเรื่องโยงเหตุให้เข้ากับชื่อพื้นที่



การทำเตาเผาภาชนะดินเผานั้นน่าจะเป็นวิชาเฉพาะของชาวรามัญหรือบรรพบุรุษดั้งเดิม เพราะพบว่ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภาคกลางนั้นได้พบวิธีปั้นภาชนะดินเผากันแล้วมากกว่า๓๐๐๐ปี ส่วนการพัฒนารูปแบบจากเดินเผาเรียบมาเป็นลวดลายโดยใช้เชือกทาบ ดินแปะหรือทำดอกทำลายจากแม่พิมพ์นั้น เป็นเรื่องการสร้างภาชนะดินเผาให้สวยงาม ซึ่งทั้งคนไทยและรามัญก็น่าจะทำภาชนะดินเผาเป็น แต่รูปแบบภาชนะดินเผาของชาวรามัญนั้นเป็นรูปแบบที่แตกต่างและสังเกตได้ชัดเจน จึงสรุปว่าภาชนะดินเผาของชาวรามัญน่าจะมีแหล่งกำเนิดที่บ้านสามโคกแห่งนี้



หากชื่อสามโคกนี้ไม่เกี่ยวกับการทำเตาเผาหม้อของชาวรามัญแล้วก็มีเหตุที่เล่าขานกันว่าสถานที่แห่งนั้นมีโคกอยุ่สามโคกที่น้ำท่วมไม่ถึง เมื่อเป็นเช่นนี้บริเวณใกล้เคียงก็น่าจะเป็นที่ราบน้ำท่วมเป็นประจำ



อีกความหนึ่งมีตำนานเล่ามาว่าเมื่อพระเจ้าอู่ทองพาไพร่พลอพยพหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทองนั้น ได้มาหยุดพักที่สามโคกแห่งนี้ก่อนที่จะขึ้นไปตั้งราชธานีที่กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ทรงออกสำรวจบริเวณพื้นที่นี้เพื่อจะสร้างเมืองใหม่และทรงข้ามไปสำรวจบริเวณวัดวัดหนึ่งซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงเห็นว่าเป็นดินดอนเหมาะแก่การสร้างเมืองมาก พระองค์จึงทรงประทับอยู่ที่นั่น วัดนี้ต่อมาประชาชนได้พากันเรียกว่า “วัดพญาเมือง”เพราะเคยมีพระเจ้าแผ่นดินมาประทับอยู่



จากปากคำของคุณยายประทุม ภู่ระหงซึ่งสอดคล้องกับที่กล่าวไว้ในนิราศเจ้าฟ้าของสุนทรภู่ ว่า พระเจ้าอู่ทองเอาทรัพย์สินเงินทองมากองไว้ถึง3 กองเพื่อเป็นค่าจ้างในการสร้างเมืองใหม่ พอเกิดโรคห่าก็อพยพหนี ทรัพย์ที่กองไว้คงจะสูญหายด้วยน้ำมือโจรก็เป็นได้ จำนวนทรัพย์3กองก็กลายเป็นชื่อเมืองสามโคกในเวลาต่อมา




เศรษฐกิจบ้านสามโคก


เศรษฐกิจบ้านสามโคกในสมัยอยุธยามีลักษณะเศรษฐกิจในครัวเรือน ประชาชนมีรายได้แน่นอน การค้าขายเจริญดี เศรษฐกิจดี จึงมีการปลูกสร้างวัดเป็นจำนวนมากด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา



ชุมชนมอญบ้านสามโคก เป็นชุมชนที่ผลิตเครื่องปั้นดินเผาและอิฐมอญออกจำหน่าย ชาวรามัญเป็นคนปั้นหม้อหรือเรียกว่าหม้อมอญกันติดปาก ในสมัยนั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นของจำเป็นต้องใช้กันทุกครัวเรือน เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ส่วนอิฐนั้น เป็นที่ต้องการของทางการในการสร้างบ้านแปงเมือง และก่อสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ อาชีพของชาวรามัญในชั้นแรกน่าจะเป็นการนำสินค้าออกขายทางเรือ มีเรื่องเล่ากันว่าชาวรามัญได้นำหม้อดินและภาชนะดินเผาออกขายทางเรือไปทั่วท้องน้ำทั้งกรุงศรีอยุธยาและสามโคกถึงบางกอก ดังนั้นชุมชนของชาวมอญในครั้งแรกจึงน่าจะยึดอาชีพทำนาทำสวนและปั้นหม้อนำไปค้าขายทางเรือ ส่วนชายชาวรามัญก็จัดตั้งทหารอาสากองรามัญ สังกัดกรมอาสาหกเหล่า



มอญสามโคก


เมื่อพุทธศักราช 2202 ได้เกิดสงครามระหว่างพม่ากับจีน เป็นเหตุให้พวกมอญในพม่าที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมสงครามได้พากันหลบหนีจากเมืองเมาะตะมะ เข้ามาสวามิภักดิ์ในกรุงศรีอยุธยา โดยมีมังนันทมิตรเป็นหัวหน้ามอญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวมอญเหล่านั้นตั้งครอบครัวอยู่ ณ บ้านสามโคก ปลายเขตแดนกรุงศรีอยุธยาต่อกับเขตเมืองนนทบุรีและบริเวณวัดตองปุ ชานพระนครของกรุงศรีอยุธยา



ต่อมาในราว พ.ศ. 2317 แผ่นดินพระเจ้าตากสินมหาราช ชาวมอญได้ก่อการกบฏในพม่าโดยมี พระยาเจ่ง เจ้าเมืองอัตรัน เป็นหัวหน้ากบฏและได้อพยพครัวมอญเข้ามาในประเทศไทย พระเจ้าตากสินมหาราช จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ครัวมอญพระยาเจ่งไปตั้งภูมิลำเนา ณ เมืองสามโคกเช่นเดียวกับครัวมอญชุดแรกและมีครัวมอญบางกลุ่มได้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ปากเกร็ด ครัวมอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้จำนวนประมาณ 3,000 คน ครัวมอญพระยาเจ่งมีชื่อเรียกขานกันว่า มอญเก่า



ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พ.ศ. 2358 ได้มีการอพยพชาวมอญครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ เข้าสู่ประเทศไทยเรียกว่า " มอญใหม่” โดยมีสมิงรามัญแห่งเมืองเมาะตะมะเป็นหัวหน้า จำนวนประมาณ 40,000 คนเศษ จึงทรงโปรดเกล้าฯให้มอญใหม่กลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองสามโคก เมืองนนทบุรี และเมืองนครเขื่อนขันธ์ (เมืองพระประแดง) ชื่อบ้านเรือนวัดวาอารามที่ชุมชนนั้น เริ่มปรากฏเป็นภาษามอญ โดยตั้งชื่อหมู่บ้านและวัด ให้เหมือนกับชี่อหมู่บ้านในเมืองเดิมของตน เพื่อให้ผู้อพยพมาได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เช่น บ้านเมตารางค์ อยู่ในเขตตำบลเชียงรากน้อยเป็นชื่อแม่น้ำบีฮะตางค์ ในเมืองเมาะตะมะ บ้านเดิง อยู่ในเขตตำบลเชียงรากน้อย เป็นชื่อเมืองอยู่ติดกับเมืองมะละแหม่ง แปลว่า บ้านเมืองเก่า เป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไปจากชุมชนขนาดเล็ก "บ้านสามโคก" จึงกลายเป็น "เมืองสามโคก" ในกาลต่อมา




บ้านชาวมอญ : มอญขวาง


วีรวัฒน์ วงศ์ศุปไทย (2546 : 133-134) กล่าวว่า การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชาวมอญเมืองสามโคกนั้นตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตพื้นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสมแก่การดำรงชีวิต สะดวกสบายในการสัญจรไปมา การจัดตั้งหมู่บ้านแบบรวมกลุ่มมีวัตถุประสงค์ที่จะรวมกันอยู่ของกลุ่มชนเดียวกัน เช่น เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ประเพณีเดียวกัน บ้านมอญมีลักษณะเด่นที่ต่างกับบ้านชาวไทย5ประการคือ



1. เป็นหมู่บ้านใหญ่ ลักษณะการตั้งหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านใหญ่ ตั้งบ้านเรือนกันอยู่หนาแน่น ปลูกบ้านเรือนชายคาใกล้ชิดติดกัน มีทางส่วนรวมเป็นทางเดินแคบๆสำหรับเดินเท้าทะลุตลอดหมู่บ้านคดโค้งไปตามชายคาบ้าน ทางเดินแต่โบราณมักปูด้วยอิฐแปดรู เป็นอิฐขนาดใหญ่เป็นถนนทางเดินในหมู่บ้านไปสู่วัด ลักษณะการตั้งบ้านเรือนที่หนาแน่นแออัดกันอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่อยู่ทางการเป็นผู้กำหนดเขตในการตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในครั้งแรกที่อพยพมา



2. มีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน หมู่บ้านมอญจะมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน โดยมีเอกลักษณ์แตกต่างกับวัดไทย เช่น มีเจดีย์มอญ มีเสาหงส์ ธงตะขาบ มีหอสวดมนตร์ที่งดงาม ฝ้าเพดาน เสาคันทวย เชิงชาย ซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ฉลุแกะสลักปิดทองร่องกระจก บริเวณวัดสะอาดเป็นระเบียบ เป็นสัดส่วนดูสงบเยือกเย็น มีถนนปูด้วยอิฐเป็นทางเดินเท้าจากวัดไปสู่บ้าน



3. ประกอบอาชีพค้าขาย มอญทำการค้า ไทยทำไร่นา มอญประกอบอาชีพค้าขายทางน้ำหน้าบ้านหน้าเรือนริมฝั่งแม่น้ำจะมีเรือแพจอดอยู่เต็มท่า มีทั้งเรือต่อขนาดใหญ่และเรือต่อขนาดเล็กเรียกว่าเรือกระแชงมอญ บรรทุกโอ่งอ่างขึ้นล่องค้าขายตามลำน้ำเจ้าพระยา นอกจากค้าเครื่องปั้นดินเผาแล้ว มอญยังมีฝีมือทางจักสานกระบุงตะกร้า กระดั้ง กระชอน บรรทุกเรือไปขายหรือแลกข้าวเปลือก เครื่องจักสานไม้ไผ่เป็นที่ต้องการของคนไทยที่ทำนา มอญค้าขายต้นไม้และผลไม้ คนมอญมักล่องเรือไปซื้อสินค้าจากสวนเมืองนนทบุรีมาขาย เช่น มะพร้าวแห้ง ต้นไม้ผลไม้ กิ่งตอนไม้ดอก ไม้ประดับ นับว่าเป็นอาชีพหลักของมอญอีกอาชีพหนึ่ง ส่วนเรือต่อขนาดใหญ่คนมอญจะรับจ้างบรรทุกข้าวสารจากโรงสีในต่างจังหวัดแล้วล่องมาสู่กรุงเทพฯและรับจ้างบรรทุกสิ่งของต่างๆไปส่งเรือเดินสมุทรที่อ่าวไทย



4. ปลูกต้นโมกเป็นเอกลักษณ์ บ้านเรือนมอญ วัดมอญ นอกจากจะมีความสะอาด จัดสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านเป็นระเบียบแล้ว บ้านมอญ วัดมอญ ยังปลูกโมกไว้เป็นรั้วบ้านรั้วริมทางเดิน ตัดตบแต่งไว้สวยงามเป็นพุ่มเป็นกำแพง ถ้าเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านหรือวัดมอญหรือไทยก็ให้ดูจากต้นโมกก็ได้ การปลูกต้นโมกไว้เป็นรั้วของมอญเป็นสิ่งที่ดี ทำให้อากาศดีและดอกส่งกลิ่นหอมไปทั่วหมู่บ้าน คนมอญไม่มีเรือกสวนอะไรเนื่องจากในหมู่บ้านมีแต่บ้านเบียดเสียดกัน ไม่มีที่จะทำสวนปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นได้มากนัก



5. ปลูกบ้านขวางแม่น้ำ ชาวมอญปลูกบ้านปลูกเรือนขวางแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างที่เรียกว่ามอญขวาง บ้านเรือนของมอญแต่ก่อนนั้น ส่วนใหญ่มีฐานะเป็นหลักฐานปลูกเรือนไม้ฝากระดานปลูกเป็นบ้านทรงไทยบ้าง ทรงปั้นหยาบ้าง ปลูกบ้านเรือนขวางแม่น้ำ หันด้านข้างให้แม่น้ำ ไม่หันหน้าบ้านลงสู่แม่น้ำอย่างคนไทย



คติการปลูกเรือนสร้างบ้านอย่างมอญนี้มาจากการที่คนมอญศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด เมื่อแรกพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่บ้านเมืองมอญนั้น ได้เข้ามาทางทิศใต้ สมณฑูตได้เดินทางมาทางเรือนำพระไตรปิฎกมาสู่บ้านเมืองมอญ คนมอญจึงมีความเคารพศรัทธาในทิศใต้ว่าเป็นทิศหัวนอนที่ควรเคารพกราบไว้รำลึกถึงพระพุทธคุณ สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ดังนั้นการปลูกบ้านเรือนของมอญจึงหันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนห้องนอนจะอยู่ทางทิศใต้ คติการปลูกบ้านแบบมอญขวางนี้ยังมีให้เห็นอยู่ เช่น หมู่บ้านมอญศาลาแดง หมู่บ้านมอญเจดีย์ทอง



การตั้งถิ่นฐานของชาวมอญที่สามโคกมีแนวโน้มลดลงในปัจจุบัน เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ประชาชนย้ายถิ่นไปทำมาหากินและตั้งบ้านเรือนอยู่ต่างจังหวัด อีกทั้งสภาพที่ตั้งหมู่บ้านเดิมมีพื้นที่คับแคบ ไม่สามารถจะขยายครอบครัวก่อตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้นได้ จึงเข้าอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ปัจจุบันหมู่บ้านมอญบางหมู่บ้านแทบจะมีสภาพเป็นหมู่บ้านร้างเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เราหันได้ชัดเจนคือชาวมอญที่ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้านต่างก็สำนึกและภาคภูมิใจในเชื้อสายมอญ และได้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณี คติความเชื่อ ภาษามอญ ดนตรีและศิลปแบบมอญไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้แล้ะปฏิบัติตามดังสายสร้อยแห่งชนชาติมอญที่ยังคงร้อยเป็นเส้นยาวที่ไม่มีวันสิ้นสุด










บรรณานุกรม


ทองคำ พันนัทธี. เมืองสามโคก. ว.วัฒนธรรมไทย 24, 5 (พ.ค. 2528) : 53-59.


นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว. สามโคก. เมืองโบราณ 22, 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2539) : 143-150.


พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. สามโคก ชุมชนชาวรามัญแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา. ว.วัฒนธรรมไทย 31, 10 (ก.ค. 2537) : 36-40.


วีรวัฒน์ วงศ์ศุปไทย. ศิลปวัฒนธรรม 25, 2 (ธ.ค. 2546) : 133-139.

























ลักษณะสำคัญของพระมาลัยคำหลวง



พระมาลัยคำหลวงเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ทรงพระนิพนธ์ขึ้นขณะผนวช เมื่อ พ.. ๒๒๘๐ เชื่อกันว่าพระองค์ได้เค้าเรื่องมาจาก มาลัยสูตรซึ่งภิกษุชาวลังกาแต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีในราว พ.. ๑๗๐๐ ต่อมาภิกษุชาวเชียงใหม่ชื่อพุทธวิลาสได้นำมาขยายความใหม่ เรียกว่า ฎีกามาลัย พระมาลัยสำนวนนี้เดิมทรงตั้งชื่อว่า ลิลิตพระมาลัย แต่เนื่องจากเรื่องพระมาลัยมีอยู่หลายสำนวนจึงได้เปลี่ยนเป็น พระมาลัยคำหลวง ในเวลาต่อมา พระมาลัยคำหลวงเป็นวรรณคดีพระพุทธศาสนาที่ถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติไทยในฐานะเป็นวรรณคดีฉบับหลวง มีลักษณะสำคัญทั้งในด้านเนื้อหาและด้านวรรณศิลป์ ดังต่อไปนี้




๑. ด้านเนื้อหา : แนวคิดความเชื่อทางพระพุทธศาสนา



เรื่องพระมาลัยเป็นวรรณกรรมที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เนื่องจากเนื้อหาหลักที่แสดง

แนวคิดเกี่ยวกับนรกสวรรค์ บาปบุญ กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว การเวียนว่ายตายเกิด และโลกยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของพุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว แก่นสำคัญของเรื่องมุ่งสอนให้ผู้อ่านตระหนักถึงผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ทำให้เห็นว่าคนทุกคนสามารถแสวงหาความสุขได้จากโลกนี้และโลกหน้าตามกำลังความสามารถด้วยการทำบุญ โดยนำองค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในความเชื่อของคนทั่วไปมาผูกเป็นเรื่องขึ้น ผู้อ่านซึ่งมีพื้นความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาบ้างแล้วก็จะถูกโน้มน้าวให้ประพฤติกาย วาจา ใจให้ดีขึ้น เกิดความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป จึงละเว้นการกระทำความชั่วในที่สุด




กวีแสดงให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์สิ้นอายุขัย ผลกรรมที่ทำไว้ในอดีตจะทำให้ได้ไปอยุ่ในภพภูมิต่างๆกัน ผู้ที่ทำอกุศลกรรมทั้งหลายจะต้องชดใช้กรรมในนรกด้วยความทุกข์ทรมาน โดยกล่าวถึงนรกทั้งแปดขุมซึ่งมีวิธีการทรมานสัตว์นรกในรูปแบบต่างๆกัน หากมีผู้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ความทุกข์นั้นก็จะบรรเทาลงบ้าง ส่วนผู้ที่ทำกุศลกรรมก็จะได้ขึ้นสวรรค์ตามกำลังบุญจะหนุนส่ง กวีได้อธิบายรายละเอียดของการทำบุญตั้งแต่ขั้นที่ง่ายคือทำทานกับสัตว์เดรัจฉานไปจนถึงขั้นที่ยากคือการรักษาศีล๕อย่างเคร่งครัด รักษากาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ ให้ทานตามกำลังฐานะของตน อันจะส่งผลให้ได้เสวยสุขในทิพยวิมานและได้รับในสิ่งที่ปรารถนาตามกรรมดีที่ตนปฏิบัติไว้ เมื่อหมดบุญก็ต้องจุติลงมายังโลกมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน




นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์หรือพระศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากพระสมณโคดม มนุษย์ส่วนใหญ่มีความปรารถนาที่จะมาเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งมีความสุขสบายเพียบพร้อมทุกอย่าง ผู้ที่ปรารถนาจะเกิดในยุคนี้ต้องทำบุญและความดีสั่งสมไว้ ต้องฟังเทศน์มหาชาติให้จบใน๑วัน และทำบุญด้วยสิ่งของต่างๆ เช่น ประทีป ดอกบัว เทียน ธง ฉัตร อย่างละพันสิ่ง การที่กวีพยายามชักชวนคนส่วนใหญ่ให้ประกอบบุญกุศลและทำความดีเพื่อให้ได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์นี้เป็นเหมือนจิตวิทยาในการสั่งสอนธรรมะโดยอ้างถึงประโยชน์และความสุขสบายที่ตนจะได้รับเมื่อได้ไปเกิดในโลกหน้า ดังที่ ปก แก้วกาญจน์ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันทักษิณศึกษากล่าวไว้ว่าพระมาลัยสะท้อนกลวิธีการสั่งสอนประชาชนที่เป็นชาวพุทธสองแนวทฤษฎี คือ ทฤษฎีศาสนาของผู้รู้(Intellectual Religion) และทฤษฎีศาสนาของประชาชน(Popular Religion) ซึ่งกลุ่มแรกเปรียบเหมือนยอดของเจดีย์ ได้แก่คนกลุ่มน้อยผู้มีสติปัญญาสูง การสอนจะมุ่งไปยังอุดมคติสูงสุดของศาสนา คือ พระนิพพาน แต่กลุ่มหลังเปรียบเหมือนเจดีย์ส่วนฐาน ได้แก่ คนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลวิธีในการสอนต่างกัน พระมาลัยคำหลวงจึงเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าต่อพุทธศาสนิกชนโดยตรงในแง่การเป็นเครื่องมืออบรมสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมและควบคุมพฤติกรรม จิตใจของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



๒. ด้านวรรณศิลป์ : พรรณนาโวหาร

พระมาลัยคำหลวงแต่งด้วยร่ายสุภาพ และมีคาถาบาลีสั้นๆแทรกอยู่ด้านหน้า สำนวนที่ใช้ง่ายและชัดเจนกว่าในนันโทปนันทสูตรคำหลวง วรรณศิลป์ในพระมาลัยคำหลวงที่เด่นชัดคือการใช้โวหารแบบพรรณนาในการให้ภาพฉากของเรื่อง ซึ่งก่อให้เกิดจินตนาการอย่างเด่นชัด กวีกล่าวถึงภาคนรกไว้ในบทนำเพียงเล็กน้อย โดยบรรยายสภาพทั่วไปในนรกทั้งแปดขุม นิริยัตแปดขุม สัญชีพรุมราญร้อน กาลสูตรนอนตีปะทัด ตาปนรกบัตรใบไม้ เป็นปืนไฟหอกแหลน มหาตาปแดนดุจกัน สังฆาฏควันเปลวปลาบ โรรูพวาบวาวเพลิง มหาโรรูพเสริงสุมสุก อวิจีลุกพุ่งพลาม และบรรยายการมาของพระมาลัยทำให้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นฝนตกจนไฟในนรกมอดลง กวีเลือกใช้คำเพื่ออธิบายเป็นคำที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เกิดจินตนาการ เห็นภาพความร้อนแรงของนรก การบรรยายเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านเกิดความเกรงกลัวและเห็นความทุกข์ทรมานหากได้ไปเกิดในภพภูมินี้



สำหรับเนื้อหาส่วนใหญ่ของพระมาลัยคำหลวงเน้นที่ภาคสวรรค์ ซึ่งสร้างภาพโดยพรรณนาสภาพแวดล้อมและรายละเอียดสวรรค์อย่างสวยงามน่าสัมผัส ดังในวิมานของอุบลเทวินทร์ กระหนกวิมาน โชติชัชวาลย์แล้วด้วยอุบลบานไพจิตร ห้าประการวิวิธโสภา มีนางอัจฉราบริวาร ถ้วนพันผสานดนตรี ปัญจางคศรีสังคีต โดยจารีตบำเรอ สุขอำเภอนีจกาลเสวยพัศสฐานดั่งคาม เป็นพระนามโดยกลชื่ออุบลเทวินทร์ความงดงามของภาพที่ปรากฎทำให้ผู้อ่านเกิดความรื่นรมย์ในการอ่านและเกิดแรงจูงใจในการทำความดียิ่งขึ้น



นอกจากนี้ยังจำลองโลกในอุดมคติของมนุษย์เอาไว้ ในยุคพระศรีอาริย์ซึ่งเป็นการจูงใจให้คนทำ ความดีเพื่อที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในทิพยสถานแห่งนั้นได้ และปลอบใจให้คนเรามีความหวังในอนาคต ทั้งบุรุษแลสตรี เปรมปรีดีโอฬารึก เสพกรรมพฤกษ์เลี้ยงกาย บได้ขวนขวายกิจการ แต่สำราญ บำรุงกาย ผ้าพรรณพรายทิพยเพริศ อาภารณ์เลิศประดับองค์ รูปยรรยงค์เยาวมาลย์ อัปสรปานปูนเปรียบ สมบัติเทียบชาวสวรรค์



กวีได้นำพรรณาโวหารมาใช้เพื่อบรรยายฉาก และสถานที่ ทำให้พระมาลัยคำหลวงมีความน่าสนใจ สามารถสื่อความคิดและสร้างจินตนาการให้กับผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตาม นอกจากนี้ยังเป็นการจูงใจให้ผู้อ่านทำความดีละเว้นความชั่ว ทำกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ อันจะทำให้ง่ายต่อการไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ นิพพาน อันเป็นบรมสุขเหนือกว่าสุขใดๆ แม้แต่โลกของพระศรีอาริย์ก็ไม่อาจเทียบได้







บรรณานุกรม



กรมศิลปากร. วรรณกรรมสมัยอยุธยาเล่ม๓. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๑

ชฎาลักษณ์ สรรพานิช . พระมาลัย : การศึกษาเชิงวิเคราะห์.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชา จารึกภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2528.

ทองแก้ว โอฬารสมบัติ.”การศึกษาความเชื่อเรื่องกรรมในวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,๒๕๓๐.


ปก แก้วกาญจน์. การศึกษาและปริวรรตวรรรกรรมท้องถิ่น เรื่อง พระมาลัยฉบับวัดจินตาวาสทักษิณคดี.():


พรพรรณ ธารานุมาศ. วรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา. พระนคร: โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา, ๒๕๑๕.


เสนีย์ วิลาวรรณ. ประวัติวรรณคดี . กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๑๙.

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

คติชนบ้านฉัน วันวารในแม่สอด





อาหารการกินเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนเรามาช้านาน ไม่ว่าเชื้อชาติไหนก็ย่อมมีวัฒนธรรมการกิน มีอาหารท้องถิ่น มีคติความเชื่อเกี่ยวกับการกินและการประกอบอาหารด้วยกันทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้แต่ละชนชาติ แต่ละท้องถิ่นมีลักษณะเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของท้องถิ่นนั้นกับสภาพแวดล้อม สภาพสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งนิสัยใจคอของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ และเมื่อพูดถึงอาหารการกิน ทุกบ้าน ทุกครอบครัวย่อมต้องมีพื้นที่สำหรับประกอบอาหารที่เรียกว่าครัว ครัวไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นที่สำหรับประกอบอาหาร เท่านั้น แต่มีความสำคัญในแง่ของการเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้แหล่งใหญ่ในการศึกษาวิชาคติชนวิทยาอย่างแท้จริง

ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เมื่อ22 ปีที่แล้วได้มาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆทางชายแดนตะวันตกของประเทศไทยติดกับประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ดังนั้นท้องถิ่นที่ฉันได้อยู่อาศัยนี้จึงมีการผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกันทั้งไทย ล้านนา ไทยใหญ่ จีน มุสลิมและพม่า สิ่งที่บ่งบอกถึงความแตกต่างของแต่ละเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมได้ดีที่สุดคงจะไม่พ้นเรื่องของอาหารการกินนั่นเอง



ปัจจุบันจะเห็นว่าชาวไทยเชื้อสายจีนมีวิถีชีวิตที่ไม่ต่างจากชาวไทยแท้โดยทั่วไป ครอบครัวของฉันก็เช่นเดียวกัน แต่สำหรับประเพณีหลักๆของชาวจีน เช่น ประเพณีไหว้พระจันทร์ ประเพณีตรุษจีน ประเพณีสารทจีน เป็นต้น ครอบครัวของฉันก็ยังปฏิบัติสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ด้วยเหตุที่ทางญาติฝ่ายปะป๊า (พ่อ)ของฉันมีเชื้อสายจีน ทำให้ประเพณีจีนและคติความเชื่อต่างๆมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก เรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว และส่วนใหญ่ก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของปากท้อง และอาหารการกิน จึงต้องพิถีพิถันเรื่องการปรุงอาหารเป็นอย่างมาก



ตั้งแต่ฉันจำความได้นั้นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดก็คือเทศกาลตรุษจีนหรือปีใหม่ของจีนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์น ปะป๊าจะหยุดงาน2วันตามธรรมเนียมจีน ในวันไหว้ผีบรรพบุรุษและวันเที่ยว ในวันไหว้เด็กๆจะได้สวมชุดใหม่สีแดงทั้งชุด กุ๊ง(ภาษาจีนแคระหมายถึงปู่)ของฉันบอกว่าสีแดงเป็นสีมงคล นำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวย สดใสรุ่งโรจน์ จะเห็นได้ว่าคนจีนส่วนใหญ่ จะซื้ออะไรก็ขอให้เป็นสีแดงไว้ก่อน แม้กระทั่งซองใส่ “แต๊ะเอีย” (ภาษาจีนกลางเรียกอั่งเปา ) ซึ่งเป็นเงินที่ผู้ใหญ่ให้ผู้น้อยเป็นของขวัญวันตรุษจีนก็ยังต้องเป็นสีแดง พวกเด็กๆจะได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่จนพุงกาง ฉันต้องตื่นเช้าเข้าครัวช่วยแม่เตรียมอาหารสำหรับไหว้เจ้า อันได้แก่ ไก่ต้ม หมูสามชั้นต้ม วุ้นเส้นแห้ง เห็นหูหนู ขนมเทียน ขนมเข่ง และผลไม้มงคลต่างๆ เช่น ส้ม แก้วมังกร แอปเปิ้ล สาลี่ เป็นต้น แม่จะจัดอาหารเหล่านี้ใส่ถาดขนาดใหญ่ แล้วนำไปไหว้ตี่จู่เอี๊ยะหรือศาลเจ้าที่หลังเล็กสีแดงบนพื้นหน้าบ้าน



เวลาสายประมาณสิบโมงเช้าก็จะมีการไหว้ผีบรรพบุรุษ โดยจัดโต๊ะอาหารที่หน้าบ้านซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง เตรียมข้าวปลาอาหารให้พร้อม โดยมีอาหารหลักๆคือผัดหมี่เตี้ยว (บางที่เรียกหมี่ซั่ว หรือเหมี่ยนเสี้ยน )สีเหลืองทองน่ากินทีเดียว หมูสามชั้นต้ม ไก่ต้ม ผัดผักต่างๆ เช่นผักฮ่องเต้ ผักกุ้ยช่ายขาว ขนมเทียน ขนมเข่ง และขนมมัดไต้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนข้าวต้มมัดแต่ใส่ถั่วเขียวกระเทาะเปลือกปรุงรสกับหมูที่หั่นตามยาว สำหรับเครื่องดื่มก็มีเหล้าขาว น้ำชา และน้ำหวานทั้งหมดนี้เทใส่ภาชนะไว้ กุ๊งจะเป็นผู้นำการไหว้ก่อนแล้วลูกๆหลานๆจึงไหว้ตามลำดับอาวุโส หลังจากรอจนธูปหมดดอก( หมายถึงผีรับประทานอาหารเสร็จแล้ว) ปะป๊าก็จะจุดประทัดกล่องใหญ่ดังไปทั่วบริเวณ แล้วจึงล้อมวงกันเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้วิญญาณบรรพบุรุษ และในตอนเย็นจะมีการไหว้วิญญาณเร่ร่อน โดยปูเสื่อกับพื้นหน้าบ้านในตำแหน่งเดียวกับช่วงเช้า และแม่ก็รับหน้าที่เป็นแม่ครัวอีกเช่นเคย อาหารในมื้อเย็นไม่ต่างจากมื้อสายนัก เด็กๆจะเป็นลูกมือช่วยแม่ทำกับข้าวและช่วยกันยกกับข้าวมาวางบนเสื่อที่ปูไว้ หลังไว้เสร็จก็จะจุดประทัดและเผากระดาษเงินกระดาษทอง ทุกคนจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้มแจ่มใส ไม่มีการดุด่าว่ากันหรือทะเลาะกัน สำหรับฉันแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นความสนุกสนานในวัยเด็กที่ไม่มีวันลบเลือน



อาหารอีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนจีนก็คือ ช่อยก๊น หรือผักกาดเขียวตากแห้ง เป็นวิธีการถนอมอาหารวิธีหนึ่งที่ช่วยยืดอายุของผักกาดเขียวไว้ได้นาน สูตรที่ครอบครัวของฉันทำกินกันนี้สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เราจะไปซื้อผักกาดเขียวมาจากชาวไทยภูเขาบนดอย ประมาณ30กิโลกรัม นำมาล้างให้สะอาดเพราะผักบนดอยมีสารเคมีมาก จากนั้นนำมานวดกับเกลือให้ผักชุ่มและน่วม ขั้นตอนนี้สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะช่วยกันนวด ยิ่งเกลือเข้าไปในผักได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ผู้ที่นวดต้องใช้กำลังแขนอย่างมากและฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ทำหน้าที่นวดผักนั้นจากนั้นจึงนำผักที่นวดแล้วใส่ถังหมักไว้ 1คืน วันต่อมาลูกๆช่วยกันนำผักนั้นมาตากแดดให้แห้ง ยิ่งแดดแรงผักยิ่งอร่อย แต่ไม่ควรตากผักไว้ค้างคืนเพราะอาจขึ้นราได้ เก็บผักใส่ภาชนะแห้งสนิท จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของแม่ที่นำผักเหล่านั้นไปนึ่งประมาณ1 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปตากแดดอีกครั้ง เมื่อแห้งดีแล้วก็พร้อมนำไปปรุงอาหารได้ วิธีการทำต้มช่อยก๊นก็คือ นำผักกาดเขียวแห้งมาแช่น้ำให้นิ่ม แล้วนำมาต้มกับหมูสามชั้นหรือขาหมูก็ได้ ความอร่อยอยู่ที่ความหอมและเหนียวนุ่มของช่อยก๊นกับน้ำต้มรสกลมกล่อม เมื่อรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อยเกินบรรยาย

ความทรงจำในวัยเด็กของฉันเกี่ยวกับอาหารการกินมีค่อนข้างมาก ฉันมักจะติดสอยห้อยตามแม่ไปตลาดอยู่เสมอเพื่อที่จะขอแม่ซื้อขนมแสนอร่อย ขนมที่ฉันขอแม่ซื้ออยู่บ่อยๆก็คือ “ฮาละหว่า” ซึ่งเป็นขนมหวานของชาวไทยใหญ่ ตัวขนมทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย กะทิ เมล็ดสาคูเล็ก หน้าขนมราดด้วยหัวกะทิแล้วปิ้งด้านหน้าจนเกรียม มีรสชาติหวานมันอร่อยสุดๆ แม่ค้าจะทำขนมนี้บรรจุในถาดกลม และตัดขายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนมฮาละหว่านี้จะทำขายคู่กับ “เส่งเผ่” ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนมข้าวเหนียวแดง ทำจากข้าวเหนียว น้ำอ้อย กะทิ ปิ้งหน้าขนมทำในลักษณะเดียวกับฮาละหว่า มีรสชาติหวานมัน แต่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ และในบางครั้งแม่จะซื้อ “กะบองจ่อ” ซึ่งเป็นอาหารทานเล่นชนิดหนึ่งของพม่า คำว่า “กะบอง” เป็นภาษาพม่า หมายถึง ฟักทอง “จ่อ” หมายถึง ทอด โดยจะนำฟักทองมาชุบแป้งแล้วทอด ให้เหลืองกรอบหอมกรุ่น เคล็ดลับความกรอบอยู่ที่ส่วนผสมแป้ง“แปม้ง” ที่มาจากพม่า ซึ่งทำจากถั่วเหลืองอ่อน ปัจจุบันกระบองจ่อมีการนำผักชนิดอื่นมาทอดด้วย เช่น มะละกอดิบขูดเป็นฝอย และน้ำเต้า กระบองจ่อรับประทานกับน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของน้ำมะขามเปียก น้ำอ้อยเคี่ยว เกลือ ถั่วลิสงป่น และกระเทียม รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมน่าลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง



สำหรับตลาดที่แม่ชอบไปอยู่เสมอนั้นชาวบ้านเรียกกันว่า ตลาดบ้านเหนือ ซึ่งจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนเพราะเป็นฤดูกาลที่อาหารป่าชุกชุมที่สุด ทั้งเห็ดโคน หน่อกระทือ ผักกูด แย้ ตัวตุ่น นกกระทา หนูนา อึ่งอ่างย่าง ฯลฯ ในบางครั้งก็มีตะกวดตัวเป็นๆขายด้วย ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทองของชาวบ้านที่มีอาชีพหาของป่าก็ได้นำของป่าเหล่านี้มาขาย สำหรับครอบครัวของฉันก็ไม่พลาดโอกาสนี้เหมือนกัน พอถึงฤดูฝนทีไรฉันและน้องๆเป็นต้องคิดหาอาหารจานเด็ดให้แม่แสดงเสน่ห์ปลายจวักทุกที นอกจากเห็ดโคนต้มฟักเขียวอาหารโปรดของปะป๊า แกงส้มผักกูดที่น้องชายติดใจ ยังมีอาหารจานเด็ดฝีมือแม่ที่ฉันรับประทานได้ไม่มีวันเบื่อก็คือ “ห่อหมกเห็ดถอบ” อาหารจานเด็ดเหล่านี้มีแม่คนเดียวเท่านั้นที่ปรุงได้ถูกปากและถูกใจคนในครอบครัวที่สุด



ฉันว่าที่อำเภอแม่สอดนี้มีอะไรดีๆมากมายที่หาไม่ได้จากในเมือง อาหารป่าราคาไม่แพงมีขายทุกฤดู แถมยังปลอดสารพิษอีกด้วย อาหารป่าที่ฉันชอบลิ้มลองในวัยเด็กที่อาจมีคนเมืองอีกหลายคนทำหน้าเบ้เมื่อได้ยิน นั่นก็คือ อึ่งอ่างย่างต้มกับใบส้มป่อย ความอร่อยอยู่ที่อึ่งอ่างตัวสีดำที่ย่างจนหอม แม่ลอกหนังออกแล้วนำมาต้มกับยอดส้มป่อย แม้มันจะไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังสักเท่าไหร่ แต่เวลารับประทานรสชาติและกลิ่นเหมือนปลาย่างแต่อร่อยกว่ามาก แม่เคยเล่าให้ฟังถึงอาหารป่าที่แม่เคยรับประทานเมื่อครั้งยังเด็ก ซึ่งล้วนทำให้ฉันแทบจะไม่อยากเชื่อว่าสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ ผัดเผ็ดแย้ งูสิง เต่า ตะกวด รวมทั้งกระต่ายด้วย แม่บอกว่าตอนนั้นอยู่แถบชนบท(ตำบลนานอก อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร) อาหารดีๆไม่มีให้กิน ต้องอาศัยของป่าที่ตาไปเก็บหรือล่ามาเพื่อประทังชีวิต คนที่บ้านกินแบบไหนก็ต้องกินด้วย ฉันเลยนึกถึงเพลงที่แม่เคยร้องให้ฟังสมัยเด็กๆ ฟังทีไรเหล่าลูกๆต้องหัวเราะท้องคัดท้องแข็งเลยทีเดียว ซึ่งในเวลาต่อมาฉันจึงรู้ว่าเพลงนี้ชื่อเพลงกับข้าวเพชฌฆาต ขับร้องโดยแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ อาหารที่กล่าวถึงในเนื้อเพลงแต่ละอย่างนั้นล้วนเพชฌฆาตสมชื่อทีเดียว และฉันเชื่อว่าอาจมีชาวบ้านป่าอีกหลายคนที่เคยลองลิ้มชิมรสอาหารเหล่านี้มาแล้วก็ได้ ท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงร้องว่า


… วันนี้รวมกลุ่มกันทั้งหนุ่มสาว ทั้งอาหารหวานคาวทำไว้
ไม่ต้องลงขันกินกันเถิด วันนี้เป็นงานวันเกิดหนอไม่เป็นไร
ขอเชิญลิ้มรสเข้ามาทดลอง ว่าฝีมือของน้องเด็ดแค่ไหน
ผัดเผ็ดแมวดำต้มยำช้าง แกงจืดเนื้อค่างกับกอไผ่ ฉู่ฉี่คางคกทั้งจิ้งจกปิ้ง
ทั้งตุ๊กแกผัดขิงลิงยัดไส้ ลูกปืนแกงส้มรสกลมกล่อม
เกาหลาลูกบอมพ์ใส่หอมหัวใหญ่…



แม่ได้เล่าเรื่องราวตอนสาวๆให้ฟังว่าก่อนที่แม่จะแต่งงานกับปะป๊า แม่ขายข้าวแกงอยู่ในตลาดอำเภอเมืองตาก ฝีมือการทำอาหารของแม่เรียกได้ว่าเป็นที่หนึ่งพอๆกับเสียงร่ำลือถึงความงามทีเดียว โดยเฉพาะฝีมือการตำน้ำพริกและแกงต่างๆที่ใครได้ลิ้มรสก็ต้องยกนิ้วให้ เมื่อฉันยังเด็กก็ได้เป็นลูกมือช่วยทำอาหารอยู่บ่อยๆ เมื่อแม่จะทำแกงเผ็ด แม่ก็จะตำพริกแกงเองโดยใส่พริกแห้งเม็ดใหญ่ที่ผ่าเอาเมล็ดออกและแช่น้ำจนน่ายก่อน แกะกระเทียม ใส่หอมแดง ข่า ผิวมะกรูด ตะไคร้ กะปิ และเกลือลงไป แม่ตำเครื่องแกงเป็นจังหวะถี่เร็วสม่ำเสมอกัน แม่บอกว่าเสียงตำน้ำพริกสามารถบอกอุปนิสัยคนตำได้ และมีความสำคัญถึงขนาดใช้เป็นข้อพิจารณาในการเลือกคู่เลยทีเดียว ถ้าลูกสาวบ้านไหนตำน้ำพริกทีละ “ป๊อก”สอง “ป๊อก” แสดงว่าเป็นคนเชื่องช้า ไม่เอาจริงเอาจัง ยังเป็นแม่บ้านที่ดีไม่ได้ ซึ่งอาจจะจริงของแม่ก็ได้ หากตำน้ำพริกเหยาะๆแหยะๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลานาน มีผลให้รสชาติของแกงเสียไปอีกด้วย



คติความเชื่อว่าด้วยเรื่องของการใช้ครกตำน้ำพริกนี้ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง เช่น ห้ามตำครกเปล่า เพราะจะทำให้นมยาน ห้ามนำข้าวลงคลุกในครกหลังจากตำน้ำพริกเสร็จ เพราะถ้ามีลูก จะทำให้ลูกปากหนา ห้ามละลายเครื่องแกงในหม้อด้วยไม้ตีพริก เพราะจะทำให้แกงบูดได้ง่าย คติความเชื่อเหล่านี้ฉันคิดว่าน่าจะเป็นกุศโลบายของผู้เฒ่าผู้แก่ที่สอนเด็กๆที่เป็นลูกหลานทาง อ้อมให้เป็นคนมีระเบียบ รักสะอาด ไม่มักง่าย และมีวินัยในตัวเอง เพราะสมัยก่อนเวลาผู้ใหญ่จะประกอบอาหาร เด็กๆจะเข้ามาช่วยเป็นลูกมือ เครื่องใช้ส่วนใหญ่ทำด้วยดินเผา อาจจะมีการนำไปเล่นกันบ้างหรือใช้อย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้ข้าวของนั้นเสียหายได้ อีกทั้งเด็กๆจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความสะอาดเท่าใดนัก การนำข้าวไปคลุกในครก เป็นภาพที่ดูไม่งามและหากครกไม่สะอาดก็อาจทำให้ท้องเสียได้ หรือการใช้ไม้ตีพริกละลายเครื่องแกงนั้นมีข้อเสียคือหากวางไม้ตีพริกไม่ดีก็อาจมีสิ่งแปลกปลอมติดมาได้ง่าย และเมื่อนำไปคนในหม้อก็อาจทำให้แกงเสียได้



หน้าที่ลูกมืออย่างฉันก็คือสับหมู คั้นกระทิ และหั่นผัก การหั่นผักก็ต้องแก้มัดผักออกก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าไม่แก้มัด หากมีคดีแล้วจะแก้ไม่หลุด รวมทั้งมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ด้วย นอกจากนี้ฉันได้รับหน้าที่นักชิมอีกด้วย สิ่งที่แม่คอยบอกฉันอยู่เสมอก็คือ อย่าชิมแกงด้วยจวัก เพราะเชื่อว่าจะหาสามีไม่ได้ และห้ามใช้จวักเคาะปากหม้อ เชื่อว่าเกิดชาติหน้าปากจะแหว่ง นอกจากนี้โบราณเขาไม่ให้ร้องเพลงในครัว เพราะจะได้สามีแก่ จะเห็นว่าคติชนก้นครัวส่วนใหญ่จะยกเอาเรื่องของสามีในอนาคตมากล่าวอ้าง เพราะแม่ครัวส่วนใหญ่ไม่อยู่ในวัยเด็กๆก็สาวๆ คติเหล่านี้จึงเป็นอุบายให้ผู้หญิงเป็นคนเรียบร้อย มีระเบียบ และปฏิบัติตัวให้ดูงามสมกับเป็นกุลสตรี จะได้เป็นแม่ศรีเรือนที่ดีต่อไปในอนาคต เพราะการใช้จวักชิมแกงนั้นเป็นกิริยาที่ดูไม่งาม พอๆกับการร้องเพลงในครัวที่อาจทำให้น้ำลายกระเด็นตกลงในอาหาร หรือไม่ก็ทำให้ไม่มีใจจดจ่อกับการทำอาหารทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปได้



เมื่อปรุงอาหารเสร็จแล้วก็เหลือขั้นตอนการกิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยของสมาชิกในบ้าน แม้จะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่ายๆแต่ก็ยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรมองข้าม เด็กไม่ควรรับประทานก่อนผู้ใหญ่ เวลารับประทานโบราณห้ามไม่ให้เคาะจานข้าว เนื่องจากเวลาไหว้ศพ หรือเซ่นไหว้ในเทศกาลต่าง จะต้องจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากินโดยการเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมากไม่ให้ลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว ขณะรับประทานอาหารอย่าให้ช้อนกระทบกัน เพราะโบราณเขาว่าจะมีคนนำข่าวร้ายมาให้ และการตักอาหารพร้อมกันจนช้อนกระทบกันเป็นมารยาทที่ไม่ดีบนโต๊ะอาหาร หากอาหารวันนั้นมีปลา เวลารับประทานห้ามพลิกปลาเด็ดขาดให้เลาะก้างปลาออกแทน โบราณเขาถือว่าถ้าพลิกปลาแล้ว จะทำให้ชีวิตพลิกผัน และเวลานั่งเรือออกไปเรือจะล่ม อันที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าการพลิกปลาอาจทำให้น้ำในจานปลากระเด็นถูกคนพลิกก็เป็นได้



จะเห็นว่าห้องครัวเพียงห้องเดียว เมื่อกล่าวร่วมกับอาหารการกินก็ทำให้เราได้ความรู้มากมาย และเห็นถึงความชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่ได้สร้างกุศโลบายชั้นเยี่ยมในการสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดี มีมารยาท รักสะอาด เรียบร้อยทั้งหญิงและชาย นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างความรัก ความอบอุ่น และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนในครอบครัว ลูกหลานจึงมีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรง และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต พูดแล้วก็คิดถึงบ้าน คิดถึงป๊า ม๊าจังเลย











วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

แม่สอด...,มิตรภาพหลากวัฒนธรรม




ย้อนหลังไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ณ เมืองชายแดนสุดทิศประจิมอันไกลโพ้น โอบล้อมด้วยภูเขาสูงใหญ่หนาทึบ อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธรรมชาติที่งดงามตระการตา ผู้ใดก็ตามที่มาเยือนดินแดนนี้ต้องผ่านปราการธรรมชาติที่ยากลำบาก นั่นคือ ความทุรกันดารของเส้นทาง ต้องเดินทางลัดเลาะผ่านลำห้วย ภูเขาสูงและเหวชัน ยิ่งในฤดูฝนสองข้างทางเต็มไปด้วยโคลนจากภูเขา ต้องรอนแรมอยู่กลางป่าหลายวันหลายคืน ทั้งยังต้องระวังอันตรายจากสัตว์ป่า เพราะแถบนี้ได้ชื่อว่ามีเสือชุมที่สุด แต่แม้ระยะทางและเส้นทางจะเป็นอุปสรรค แต่ผู้คนก็ไม่ละความพยายามที่จะเดินทางผ่านและเข้ามาทำการค้าขายที่ดินแดนนี้ ดินแดนที่ได้สมญานามว่า อัญมณีแห่งขุนเขา “อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก”

แม่สอดหรือเมืองฉอดในอดีตเป็นเส้นทางการค้าและจุดพักที่สำคัญของกองคาราวานสินค้าที่ค้าขายระหว่างเมือง มะละแหม่ง-ภาคเหนือของไทย-รัฐฉานของพม่า และยูนนาน มีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านของสยาม แม้ในปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญในฐานะเมืองเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศไทยและพม่า แต่อัญมณีอันเลอค่านี้ก็มิได้จรัสแสงแต่ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น กาลเวลาที่ผ่านมาได้หลอมรวมวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณี คติความเชื่อต่างๆของคนหลากหลายชาติพันธุ์จนเกิดเอกลักษณ์ของความเป็น “คนแม่สอด”ขึ้น

ชนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในอำเภอแม่สอดคือพวกกะเหรี่ยง มาตั้งชุมชนเล็กๆชื่อบ้านพะหน่อเก ต่อมาพวกพ่อค้าที่เดินทางผ่านเข้าออกแม่สอดเป็นประจำได้มาตั้งรกรากที่แม่สอด ด้วยเห็นว่าทำเลที่ตั้งดี สามารถทำการค้าได้ในหมู่พ่อค้าเองก็ได้ กับพวกกะเหรี่ยงก็ได้ หรือจะข้ามฝั่งไปมาระหว่างพม่ากับไทยก็ได้ และสามารถเดินทางไปได้ถึงยูนนานทีเดียว ในสมัยที่พม่าอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษนั้น เศรษฐกิจของพม่าเจริญรุ่งเรืองมาก ศูนย์รวมสินค้านานาชนิดของพม่าอยู่ที่ท่าเรือมะละแหม่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่สอดมากนัก แม่สอดจึงเหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งค้าขายชายแดนของไทย จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งพวกไทยใหญ่ ชาวจีนจากยูนนาน ชาวพม่า พวกมุสลิมจากบังคลาเทศ ชาวไทยเหนือ พวกซิกข์และฮินดู คนเหล่านี้เมื่ออพยพมาอยู่ในเขตอำเภอแม่สอดก็ได้นำประเพณีต่างๆของตนติดตัวมาด้วยและยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน วิถีชีวิตโดยทั่วไปของกลุ่มคนเชื้อชาติต่างๆมีดังต่อไปนี้

๑. ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ยาง)
ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวเจ้าและข้าวโพดเป็นพืชหลัก นอกจากนี้ยังเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานและบวงสรวงภูตผี การแต่งกายผู้ชายนิยมใส่เสื้อสีแดงตกแต่งด้วยพู่ โพกผ้าสีต่างๆ ผู้หญิงโสดสวมชุดสีขาวยาวกรอมเท้า แขนเสื้อและคอเสื้อประดับด้วยพู่สีต่างๆและโพกผ้าขาวริมถักด้วยไหมสีต่างๆ ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วนิยมใส่เสื้อตัวสั้นสีน้ำเงินเข้มหรือสีแดงและโพกศีรษะด้วยผ้าสีดำหรือแดง หญิงชาวกะเหรี่ยงสวมต่างหูทองหรือเงินตามฐานะมีด้ายสีประดับหลังแป้นหู

๒. ชาวไทยใหญ่หรือเงี้ยว
ชาวไทยใหญ่หรือเงี้ยวในอำเภอแม่สอด ส่วนใหญ่มาจากพม่าทางอำเภอ เมียวดีโดยตั้งถิ่นฐานรวมอยู่กับพวกชาวไทยหลายเผ่าในอำเภอแม่สอด มีแก่บ่าวแก่สาวเป็นหัวหน้าปกครอง ชาวไทยใหญ่มีวิถีชีวิตคล้ายกับชาวล้านนา มีประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ที่อนุรักษ์สืบต่อกันมา เช่น แหล่ส่างลอง ต่างซอมต่อโหลง แล้อุปั๊ดตะก่า เป็นต้น ชาวไทยใหญ่มักเคร่งในพระพุทธศาสนา ทำการเกษตรกรรมเป็นหลัก

๓. ชาวพม่าหรือม่าน
ชาวพม่าส่วนใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอำเภอแม่สอดนานแล้ว ชาวพม่าโดยทั่วไปอาศัยในเขตตัวเมืองในอดีต ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพช่าง(สะหล่า) เช่น ช่างทอง ช่างเจียระไนเพชรพลอย ช่างตีเหล็ก ช่างสร้างบ้านเรือน แต่ในสมัยปัจจุบันชาวพม่าที่อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนแม่สอดมักจะเป็นผู้ใช้แรงงานตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือรับจ้างทั่วไป


ชาวพม่ามีขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายกับชาวไทยใหญ่ มีเทศกาลที่ถือปฏิบัติเหมือนกัน เช่น เทศกาลเข้าพรรษา ทอดกฐิน จุดประทีป สงกรานต์ เป็นต้น อาจจะแตกต่างกันในการนับเวลาทางจันทรคติ ในบางปีประเพณีการเข้าพรรษาของชาวพม่าจะช้าหรือเร็วกว่าชาวแม่สอดประมาณหนึ่งวัน การจัดเตรียมงานประเพณีเกือบทุกอย่างของชาวพม่า จะเริ่มต้นที่บ้านและจะจบลงด้วยการทำบุญที่วัด ชาวพม่าและชาวไทยใหญ่ในอำเภอแม่สอดใช้วัดในการทำบุญหรือประกอบศาสนกิจร่วมกัน ทั้งนี้เพราะพระส่วนใหญ่จะเป็นพระชาวพม่า

ประเพณีของพม่าที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ “การขึ้นวัด” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการเวียนไปตามวัดพม่าเพื่อนมัสการพระพุทธรูปและพระสงฆ์ประจำวัดนั้นๆ โดยจะมีการกำหนดว่าจะวัดไหน ในวันพระใด มีการหมุนเวียนกันไปทำบุญเป็นคณะโดยศรัทธาวัดจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารทั้งคาวและหวาน ด้านการแต่งกาย ชาวพม่านุ่งโสร่งมีผ้าโพกหัว สวมเสื้อแขนยาว สตรีนุ่งผ้าถุงกรอมเท้าและสวมเสื้อเข้ารูปตัวสั้นทั้งแขนสั้นและแขนยาว คหบดีจะนุ่งโสร่งหรือผ้าถุงไหมพม่าซึ่งมีลักษณะมันเงา เรียกว่า “ผ้าไหมมัณฑเลย์” ช่วงเทศกาลทั้งชายและหญิงจะแต่งตัวสวยงามมาก หญิงนิยมทัดดอกไม้บนมวยผมพม่า

๔. ชาวจีน
ชาวจีนส่วนมากในอำเภอแม่สอดจะอพยพมาจากเมืองจีน บางส่วนอพยพลี้ภัยมาจากพม่า โดยเข้ามาอาศัยบริเวณใจกลางเมืองโดยเฉพาะย่านการค้า ชาวจีนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย มีความเป็นอยู่ แบบชาวจีนทั่วๆไป แต่ปัจจุบันได้ผันตัวเองเข้าสู่สังคมไทยมักจะร่วมประเพณีกับคนไทย แต่ก็ยังคงรักษาประเพณีธรรมเนียมจีนไว้อยู่ เช่น การแห่สิงโต การไหว้พระจันทร์และประเพณีตรุษจีน พิธีไหว้เจ้า พิธีแต่งงานเป็นต้น ส่วนภาษาพูดมักใช้ภาษาแม่สอดปนไทยกลางหรืปนจีน และพูดภาษาจีนกันในกลุ่มผู้สูงอายุ

๕. ชาวไทยเหนือหรือชาวล้านนา
ชาวไทยเหนือส่วนใหญ่ที่มาตั้งรกรากในแม่สอดมักจะอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆรอบนอกตัวอำเภอ เช่น ตำบลแม่ปะ ตำบลแม่กาษา ตำบลแม่กุ ตำบลแม่ตาว เป็นต้น ชาวไทยเหนือมีความเป็นอยู่ปานกลาง พออยู่พอกิน สภาพบ้านเรือนที่อาศัยมักจะตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่ บ้านทำด้วยไม้สักมุงหลังคาด้วยดินขอ ซึ่งเป็นกระเบื้องดินเผากว้าง๕นิ้ว ยาว8-9นิ้ว มีขอหรือส่วนที่หักมุมเพื่อใช้เกี่ยว หรือมุงด้วยแป้นเกล็ด เป็นไม้แผ่นบางๆขนาดให้กว่าดินขอ ปลายทำเป็นรูปโค้งหรือแหลม บ้างก็สร้างตัวบ้านด้วยไม่ไผ่ทั้งลำนำมาสับแล้วแผ่ให้เป็นแผ่นเหมือนไม้กระดานที่เรียกว่า ฟาก แล้วมุงหลังคาด้วยหญ้าคา

ชาวไทยเหนือมีนิสัยใจคอเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อมีเทศกาลก็จะร่วมงานอย่างสนุกสนาน เมื่อมีงานปอยตามบ้านหรือตามวัดก็จะร่วมมือกันด้วยความเต็มใจ ลักษณะครอบครัวมักมีขนาดใหญ่ บางครอบครัวแยกมาอยู่เดี่ยวแต่จะปลูกบ้านบริเวณเดียวกันหรือใกล้ๆกับพ่อแม่ คนในชุมชนมักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการลงแขกเกี่ยวข้าว ภาษาพูดใช้ภาษาเหนือหรือภาษาล้านนา ชาวไทยเหนือในอำเภอแม่สอดมีอาหารที่นิยมประจำท้องถิ่นมากมายหลาชนิด เช่นแกงอ่อม ลาบจิ้น แกงแค น้ำพริกอ่อง แกงโฮะ อาหารหวานมักเป็นขนมที่ทำเองในเทศกาลต่างๆ เช่น ขนมจอก(ขนมเทียน) ขนมปาด ข้าวแตน หลังรับประทานอาหารแล้วชาวไทยเหนือนิยมสูบบุหรี่ที่เรียกว่า “ปูลีขี้โย” และอมเมี่ยง

๖. ชาวมุสลิม
ชาวมุสลิมในอำเภอแม่สอดส่วนใหญ่อพยพมาจากประเทศบังคลาเทศ ผ่านมาทางพม่าพร้อมกับพวกชาวไทยใหญ่ พม่า จีน มาตั้งถิ่นฐานอยู่ใจกลางเมือง ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย มีความเป็นอยู่แบบมุสลิมทั่วไป มักเคร่งศาสนาและพูดภาษาแม่สอด สำหรับภาษาอาหรับนั้นใช้กันในมัสยิด ใช้สวดและพูดคุยกันในหมู่ของผู้สูงอายุเท่านั้น สำหรับการแต่งกายนั้น ชายจะนุ่งโสร่งสวมเสื้อแขนยาว และสวมหมวกหนีบ ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนยาว และคลุมศีรษะด้วยผ้าที่เรียกว่า “หิญาบ” ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปีจะจัดขึ้นโดยพิจารณาจากปฏิทินทางจันทรคติของศาสนาอิสลาม พิธีกรรมที่สำคัญคือ พิธีถือศีลอด จะปฏิบัติกันในช่วงเดือนรอมฏอน ส่วนเทศกาลที่สำคัญโดยทั่วไปแล้วมี๒ เทศกาลคือ อิเดิ้ลฟิตตะริ (id al-fitr) ในวันสุดท้ายของพิธีถือศีลอด และอิดิ้ลอัฏฮา (id al -adha) หลังสิ้นสุดพิธีถือศีลอด ๗๐วัน

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ผ้าขาวเปื้อนสีในชีวิต "ล่องจุ๊น"

ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน เป็นนวนิยายที่สะท้อนตัวตน ความคิดและชีวิตในบางแง่มุมของวัยรุ่นพร้อมทั้งเสริมแง่คิดให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งการดำเนินชีวิต จากปลายปากกาของนักเขียนคุณภาพ ประภัสสร เสวิกุล ผู้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาวรรณกรรมหลากหลายอันลุ่มลึกสู่งานเขียนที่เข้าใจง่ายและละเมียดละไมในความรู้สึก เป็นการรวมศาสตร์และศิลป์แห่งภาษาให้ร้อยเรียงออกมาได้อย่างสละสลวย



“ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไป” เป็นวรรคทองอันคมคายที่ติดอยู่ในใจผู้อ่านเสมอมา คนเราอยู่ได้ด้วยความหวังและความฝัน หากเรามุ่งมั่นที่จะก้าวไปบนถนนสายชีวิตแห่งนี้ ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะพบกับอุปสรรคขวากหนามที่เข้ามาเพื่อพิสูจน์กำลังใจและความกล้าแข็งเพื่อที่จะเติบโตและยืนหยัดบนโลกใบนี้อย่างมั่นคง เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตั้งรับ กล้าที่จะเผชิญและทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแค่เรามีสติและพยายามสู้กับปัญหาอย่างเต็มกำลังความสามารถ ปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นก็หมดไปได้ พร้อมกับความสำเร็จซึ่งรอเราอยู่ที่ปลายทางชีวิต และ“ล่องจุ๊น” เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้ดี



วายุ ภูบาลบริรักษ์ หรือล่องจุ๊นเป็นลูกชายคนกลางที่ถูกตราหน้าจากพ่อว่าเป็นผู้นำพาความโชคร้ายมาสู่ครอบครัว จุ๊นมีพี่น้องอีกสองคนคือ พี่ถมและนายกี้ ทั้งสองได้รับความรักจากผู้เป็นพ่ออย่างเต็มที่ ผิดกับจุ๊นที่ได้รับความรักความอบอุ่นจากผู้เป็นแม่เพียงฝ่ายเดียว ต่อมาพ่อมีรายได้มากขึ้นและมีผู้หญิงคนใหม่ ทำให้แม่หนีออกจากบ้านโดยพาจุ๊นไปด้วย แม่กับจุ๊นอาศัยอยู่กับอาอี๊จูและอาเตี๋ย ซึ่งขายหมูอยู่ที่นครปฐม ในวันหนึ่งหมูถูกตะขาบกัดตายหมดเล้า ทำให้จุ๊นกลับไปคิดว่าตัวเองเป็นตัวซวยอย่างที่พ่อบอก หลังจากนั้นแม่ของจุ๊นลงทุนขายข้าวแกง ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วนอาอี๊ก็เปลี่ยนมาขายวัสดุก่อสร้าง จุ๊นได้เจอพ่ออีกครั้ง และพ่อก็ยังดูถูกจุ๊นและแม่เหมือนเคย

ต่อมาครอบครัวของอาอี๊ถูกโจรปล้นฆ่าทั้งบ้าน พ่อมางานศพนี้ด้วยและพูดจาถากถางจุ๊น แต่จุ๊นก็ยังมี นิจ เพื่อนหญิงที่คอยให้กำลังใจมาโดยตลอด ทางบ้านของนิจกีดกันจุ๊น โดยพี่ชายของนิจยกพวกมาทำร้ายเขา พร้อมกับมิตรภาพที่ดีระหว่างนิจและจุ๊นก็ได้จบลงไปด้วย ต่อมานายทองเส็งเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะสามีใหม่ของแม่ วันหนึ่งจุ๊นเห็นนายทองเส็งซ้อมแม่ จึงได้นำมีดแทงที่ท้องของนายทองเส็ง ด้วยเหตุนี้ทำให้จุ๊นต้องหนีเข้ากรุงเทพฯกับไอ้นก เพื่อนสมัยเรียนด้วยกัน แต่ก่อนที่จุ๊นจะจัดการกับเรื่องเรียนอย่างที่ตั้งใจไว้ ไอ้นกก็ก่อเรื่องขึ้นเป็นเหตุให้จุ๊นต้องเข้าไปนอนในห้องขังแทน สุดท้ายก็พิสูจน์ได้ว่าจุ๊นไม่มีความผิด จุ๊นจึงต้องโทรหาพ่อให้มารับตัวไป

จากนั้นพ่อพาจุ๊นมาอยู่ที่บ้านแต่ทุกคนก็มีท่าทีหมางเมินกับเขา และเมื่อมาถึงวันเปิดเรียนจุ๊นได้พบกับประเวศน์ ผู้ทำให้เขาได้พบกับแตงกวา เด็กสาวผู้มีความหมายต่อชีวิตเขาในเวลาต่อมา จากนั้นไม่นานพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ จุ๊นจึงรีบรุดไปดู แต่พ่อก็ยังมีท่าทีความเฉยชากับเขาเหมือนเคย จุ๊นจึงเก็บตัวอยู่ในห้องโดยมีวิทยุเป็นเพื่อน จึงได้รู้ว่าที่โรงเรียนของแตงกวาจะมีการฉายหนังการกุศล และเมื่อวันงานมาถึงจุ๊นได้พบแตงกวา ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร โชคร้ายที่มีคนตีกัน จุ๊นเข้าไปช่วยผู้ถูกรุมทำร้ายซึ่งก็คือนายกี้ ทำให้งานนี้ต้องล้มเลิกไปกลางคัน เหตุการณ์นี้เองทำให้จุ๊นรู้ว่าพ่อก็เห็นจุ๊นเป็นลูกคนหนึ่ง พ่อไม่ต้องการให้ลูกคนใดคนหนึ่งต้องไปอยู่ในห้องขัง จุ๊นจึงขอให้แตงกวาซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาเป็นพยาน ต่อมาจุ๊นได้ข่าวว่าแม่เจ็บหนัก จึงรีบไปหาแม่โดยมีนายกี้ พี่ถมและพ่อไปด้วย จากนั้นถึงแม้แม่จะไม่ได้มาอยู่กับพ่อเหมือนเคย แต่ทุกคนในครอบครัวก็อยู่กันด้วยความรักความเข้าใจ

. ล่องจุ๊น วายุ ภูบาลบริรักษ์ ตัวละครเอกของเรื่อง

กลวิธีในการแสดงลักษณะนิสัยของตัวละครเอก

เนื่องจากในนวนิยายเรื่องนี้ตัวละครเอกเป็นผู้เล่าเรื่อง ผู้อ่านจะรู้ความคิด ลักษณะนิสัยและ พฤติกรรมของเขามากที่สุด ล่องจุ๊นเป็นคนที่ต้องสู้กับความอยุติธรรมในชีวิตมาโดยตลอด ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่เคยได้รับความสุขเลยแม้แต่น้อย เขาไม่เคยได้รับความรักจากพ่อ และแอบอิจฉาพี่ชายและน้องชายอยู่ลึกๆ และเกิดความรู้สึกต่อต้านพ่ออยู่ในใจ
เมื่อมีความรักก็จะเป็นคนที่อ่อนไหว ละเอียดอ่อน ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยๆ มีจินตนาการและเต็มไปด้วยความฝันที่วาดไว้อย่างสวยงาม เขาเป็นคนหนักเอาเบาสู้ ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่และผู้มีพระคุณ เขาเป็นคนที่ไม่ยอมคน ถ้าตนไม่มีความผิดก็จะทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้เขายังรักแม่มาก เรียกได้ว่าแม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาเลยที่เดียว เขาจึงห่วงใยความรู้สึกของแม่และไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจหรือผิดหวังในตัวเขา

วิเคราะห์ลักษณะนิสัยของล่องจุ๊นตามแนวจิตวิทยา

จากผลการวิเคราะห์ปัญหาชีวิตและสุขภาพจิตตามแนวทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ฟรอยด์ ได้ให้ความสำคัญกับวัยเด็กมากที่สุด โดยมีความเห็นว่าวัยนี้เป็นพื้นฐานของชีวิต หากวัยเด็กเป็นวัยที่มีสุขและมีสุขภาพจิตดีแล้ว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีปัญหา

ในกรณีของล่องจุ๊น มีลักษณะของปมเอดิปุส (Oedipus complex) ปมนี้เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงอายุ6-12 ปี เด็กชายเริ่มหวงแม่ในตอนต้น ไม่ชอบพ่อ ต่อมาแรงผลักจากSuperego (ภาวะรู้สำนึกที่คอยควบคุมให้ทำในสิ่งที่สอดคล้องกับมาตฐานการปฏิบัติของสังคม) ทำให้เกิดความเข้าใจว่าพ่อดี มีความเข้มแข็ง เป็นชายเหมือนกันจึงน่าจะยอมแพ้มากกว่าเอาชนะ การรู้สึกยอมแพ้พ่อจึงทำให้เด็กชายรับเอาลักษณะของพ่อมาเป็นของตน เรียกว่า Identification หรือการเอาแบบอย่างเพศชายจากพ่อ มาถึงตอนนี้เด็กชายจะพัฒนาลักษณะของความเป็นชาย ภาวะวิกฤติตอนนี้ก็คือหากพ่อไม่มีลักษณะพิเศษที่จะให้เด็กเอาแบบอย่างได้ เด็กก็จะไม่เห็นจุดดีของพ่อ เด็กที่ขาดพ่อ พ่อขี้เมาหรือไม่เป็นผู้นำที่ดีก็จะทำให้เด็กเกลียดพ่อได้

การกระทำของล่องจุ๊นได้แสดงลักษณะของปมเอดิปุสอย่างชัดเจน เนื่องด้วยการกระทำของพ่อที่แสดงออกต่อตัวเขา ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความรักจากพ่อเท่าพี่น้องคนอื่นๆ จึงเกิดความรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจโดยไม่สามารถแสดงออกมาได้ ต่อมาเมื่อเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ ทำให้เขาแสดงออกถึงความเป็นชายออกมา เช่น ตอนที่กลุ่มของเขามีเรื่องชกต่อยกับกลุ่มนายกี้ มีการขีดหัวคนไว้โดยสมมุติว่าเป็นหัวพ่อของแต่ละฝ่าย เขาจึงต้องแสดงถึงความเข้มแข็ง มีความสามารถเพื่อให้คนในกลุ่มยอมรับโดยการเป็นตัวแทนกลุ่มชกต่อย แม้ว่าบางครั้งเขาและนายกี้จะได้จับคู่ชกกันและภาพหัวที่ต้องเหยียบก็คือหัวของพ่อของเขาสองคนนั่นเอง แต่ความรู้สึกที่เขาบรรยายต่อผู้อ่านก็คือ มันเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่าฤทธิ์หมัดและฤทธิ์เข่า แสดงให้เห็นว่าลึกๆแล้วจุ๊นก็รักพ่อ ถึงแม้บางครั้งจะพูดกับตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าเกลียดพ่อก็ตาม

ฟรอยด์ มีความเห็นว่า สิ่งที่เป็นปัญหาชีวิตในวัยต้นจะสะสมพอกพูนไปสู่ปัญหาในวัยต่อๆไป ปัญหาสุขภาพจิตในวัยเด็กมาจากการขาด 3 อย่าง คือ
1. การขาดความรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะนุถนอมจากพ่อและแม่ ความรักคือการได้รับการกอดรัดสัมผัส การที่พ่อแม่ใช้เสียงพูดคุยกับเด็ก การกล่อมเด็ก การช่วยเหลือเด็กเมื่อเด็กขับถ่ายและการได้รับอาหารเมื่อเด็กต้องการ จะเห็นว่าพ่อไม่เคยแสดงกิริยาอาการแบบนี้ต่อเขาเลย ความรักจากพ่อจึงเป็นสิ่งที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตวัยเด็ก

“นับแต่เล็กจนโตที่ผมเฝ้าถามตัวเองว่า ผมทำอะไรผิดไว้แต่ครั้งไหนถึงได้เป็นที่จงเกลียดจงชังของพ่อ ผมเป็นลูกคนเดียวที่พ่อไม่เคยอุ้ม ไม่เคยโอ๋หรือแสดงความรักใครไยดีมาแต่ไหนแต่ไร…” (หน้า9)

2. การขาดวัตถุ เพราะการมีวัตถุแสดงถึงการได้เป็นเจ้าของ การได้เป็นเจ้าของคือการพอใจ
ของเล่นเป็นวัตถุที่เด็กต้องการ การให้เด็กเป็นเจ้าของของเล่นทำให้เด็กภาคภูมิใจ การมีทรัพย์สินส่วนตัวทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนมีคุณค่า พ่อแม่เป็นวัตถุอันเป็นที่รักของเด็ก เด็กจึงหวงพ่อแม่ หากใครมาแย่งไปก็จะโกรธและอิจฉา สำหรับจุ๊นได้กล่าวไว้หลายครั้งเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมของพ่อ แม้แต่การเติมเต็มด้านวัตถุเขายังไม่ได้รับจากพ่อเลย

“…บ่อยครั้งที่พ่อจะมีขนมอร่อยๆหรือของเล่นประเภทรถไขลานติดมือมาฝากลูกคนโตกับลูกคนเล็ก โดยปล่อยให้ผมเมียงๆมองๆ อยู่ห่างๆ” (หน้า9)

3. การขาดความภาคภูมิใจ เด็กๆต้องการความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ใครๆ
ต้องมาสนใจฉัน มีตำแหน่งฐานะในครอบครัว ถ้าเมื่อไรเด็กรู้สึกว่าตนสูญเสียตำแหน่งฐานะ ไม่มีศักดิ์ศรี เมื่อนั้นก็จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นมา ลำดับที่ของการเกิดมีผลต่อทัศนคติและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ วิธีการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไปตามลำดับการเกิด ทำให้ความภาคภูมิใจของเด็กต่างกัน และนี่ก็เป็นพื้นฐานของสุขภาพจิตและบุคลิกภาพด้วย

“…ถึงแม้จะเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่ผมกับนายกี้ก็ดูค่อนข้างจะห่างเหินกัน เพราะมันออกจะวางท่าข่มขู่ผมอยู่ในทีมาแต่ไหนแต่ไร นายกี้ไม่เคยเรียกผมว่า “พี่” และดูเหมือนว่าพ่อก็จะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ หนำซ้ำบางครั้งยังดูพออกพอใจที่เห็นมันแกล้งหรือรังแกผมต่อหน้าต่อตา” (หน้า13)

จะเห็นว่าพ่อไม่ได้ยกย่องหรือสร้างความภาคภูมิใจให้กับจุ๊นในฐานะลูกชายคนหนึ่งเลย หรืออาจเพราะจุ๊นเป็นลูกคนกลาง ซึ่งพ่อแม่มักจะเอาใจลูกคนโตและรักลูกคนเล็กมากกว่า ยิ่งการที่พ่อชอบแสดงความรักลูกแบบลำเอียงให้เห็น โดยเฉพาะกับลูกคนเล็ก ทำให้เขาเกิดทัศนคติไม่ดีต่อตัวเองและคนรอบข้างจนคิดว่าไม่มีใครรักเขาจริง สำหรับตัวจุ๊นเองก็มองพ่อด้วยอคติมาตลอด มองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ โดยคิดไปเองว่าพ่อมองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย เหยียดหยาม ทั้งๆที่ความเป็นจริงอาจจะไม่ร้ายแรงเช่นนั้นก็ได้ นอกจากนี้เขายังชอบพูดประชดตัวเอง และมองตัวเองต่ำต้อย การที่เขาไม่สามารถเข้ากับสมาชิกในครอบครัวได้ (ยกเว้นแม่) ทำให้เขาเป็นคนขี้เหงา ว้าเหว่ และต้องการความรัก ความห่วงใยมาเติมเต็มความรักที่ขาดหายไป


ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน จึงเป็นนวนิยายที่ไม่เพียงแต่ดีเด่นในด้านเนื้อหาของเรื่องที่เข้มข้น และสามารถตรึงผู้อ่านได้เท่านั้น ยังเป็นการจำลองสภาพชีวิตของคนในสังคมเมืองที่พบปัญหามากมาย และหลายๆปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องที่แก้ไขไม่ได้แม้ในปัจจุบัน ผู้อ่านจึงต้องคิดพิจารณาในหลายๆแง่มุม โดยเฉพาะเรื่องของทักษะการใช้ชีวิต แง่คิดในการดำเนินชีวิตและสาระอื่นๆก็สามารถเป็นกรณีศึกษาแก่ผู้อ่านได้ นวนิยายเรื่องนี้จึงมีคุณค่าในการเป็นกระจกสะท้อนสังคม ให้ผู้อ่านได้หันกลับมามองตัวเองว่าทุกวันนี้ได้ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากน้อยเพียงใด และให้พฤติกรรมของล่องจุ๊นสอนผู้อ่านให้ตระหนักถึง “ความเป็นผู้ไม่ยอมแพ้” เพราะ “ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไป

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นิทานของพระจันทร์


นิทานเรื่องนี้ไม่ได้แต่งเองนะคะ แต่อ่านแล้วประทับใจทั้งที่ไม่ทราบว่าใครแต่ง ต้องขอโทษเจ้าของเรื่องด้วยที่นำมาโพสโดยไม่ได้รับอนุญาต อ่านเรื่องนี้แล้วมันอิ่มเอมใจและมีความสุขจริงๆ


...พระจันทร์เฝ้าถามตัวเองเสมอว่า...

เมื่อยามที่เธอลับฟ้าไป...อีกฝากของแสงสว่างที่โผล่ขึ้นมาแทนที่นั้นเป็นใครกัน...

จะเป็นพระจันทร์แบบเธอหรือเปล่า....

หรือจะเป็นดวงดาวดวงหนึ่ง...

เธอสงสัยและอยากรู้เสมอว่าเค้าคนนั้นคือใคร....

และเมื่อความมืดมิดเข้าครอบงำอีกครั้ง...

ทุกอย่างดูเงียบสงบ...ทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหว...

มีเพียงสายลมที่ไม่เคยหลับอยู่เป็นเพื่อนคุยกับพระจันทร์เสมอ...

ในคืนนี้พระจันทร์ตัดสินใจถามเพื่อนรักถึงแสงลึกลับนั่น....

"สายลมเพื่อนรัก...ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอ...

เธอเป็นผู้ที่ไม่เคยหลับใหล...และไปได้ทุกแห่งหน...

เธอรู้ไหมว่าเมื่อฉันลับฟ้าไป...ใครกันที่ให้แสงสว่างแทนฉัน"

แน่นอนว่าคำถามนี้...ไม่ยากเลยที่สายลมจะตอบเพราะสายลมมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งหน...ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน...สายลมจึงรีบตอบกลับไปในทันที

"พระจันทร์เพื่อนรัก...แสงสว่างนั่นใช่ใครที่ไหน...เค้าคือผู้ให้ชีวิตแก่สรรพสิ่งบนโลก...เค้าทำให้โลกมีชีวิตชีวา...มีสีสันให้เห็น...เค้าทำให้ทุกอย่างบนโลกดูสดใส"

พระจันทร์ข้องใจในคำตอบของเพื่อนรัก


"แล้วสีสันสดใสมันเป็นยังไงกัน?"

สายลมรีบตอบอย่างทันที…โดยไม่ทันได้นึกใส่ใจความรู้สึกของเพื่อนรัก

"ก็ไม่มืดมิดเหมือนตอนนี้ไงหล่ะ...."

ไม่ทันที่จะได้รู้ว่าเค้าคนนั้นเป็นใคร...สายลมก็พัดไปที่อื่นซะก่อน

....พระจันทร์คิดถึงคำว่า...สีสันสดใส...ว่ามันคืออะไร...มันทำให้บนโลกมีความสุขได้จริงๆเหรอ...

ขณะที่พระจันทร์...กำลังครุ่นคิดอยู่...เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

และนั่นก็คือ...ต้นหญ้าบนภูเขา

"เอ๊ะ...นี่เธอไม่นอนหรือ..."

พระจันทร์ถามต้นหญ้าต้นน้อยนั้น....

"ฉันนะเหรอ...ก็นอนไม่หลับนะสิ...เธอบ่นพึมพำ...ฉันเลยนอนไม่หลับเลย"

"เอ่อ....ขอโทษนะ"

พระจันทร์ขอโทษต้นหญ้าน้อยด้วยความจริงใจ

และเธอก็ตัดสินใจถามถึงแสงนั่นอีกครั้ง....

"ต้นหญ้า...ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอ....เธออยู่บนโลกนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนเลยใช่ไหม"

"ก็ใช่นะสิ"

"แล้วตอนกลางวันเนี่ย....ใครกันเหรอที่ให้สีสันกับโลกใบนี้"

ต้นหญ้าคิดอยู่พักหนึ่งก็ตอบว่า

"อ้อ....เค้าคือพระอาทิตย์....เค้าเป็นผู้ให้ชีวิตกับต้นไม้ใบหญ้าอย่างฉัน...เค้าทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกดำเนินไป..."

ต้นหญ้าบรรยายความดีต่างๆนาๆของพระอาทิตย์ให้กับพระจันทร์ฟัง....

พระจันทร์เองเมื่อได้ยินก็ทำให้เธอหลงรักพระอาทิตย์เข้าอย่างจัง...และบอกกับตัวเองว่า...สักวันเธอจะต้องเจอกับพระอาทิตย์ให้ได้

และแล้วค่ำคืนนี้ก็ผ่านพ้นไป....พระอาทิตย์ก็โผล่ออกมาทำหน้าที่ของตัวเองเช่นทุกวัน..โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝากของแสงสว่างนั่นกำลังพร่ำเพ้อรำพันถึงเขาอยู่....ดูเหมือนว่าเค้าไม่มีทางจะรู้เลยด้วยซ้ำไป...ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองไปเช่นเคย.....

ด้านพระจันทร์เมื่อความมืดกลับมาอีกครั้งเธอก็ออกมาทำหน้าที่เช่นเคย...เธอในวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไม่ลับขอบฟ้าไป...ถ้าหากเธอไม่ได้เจอกับพระอาทิตย์ที่เป็นที่รัก....

เมื่อเวลาผ่านไป...แสงแห่งอรุณก็กำลังโผล่ขึ้นมาอีกฟากของขอบฟ้า...พระจันทร์ฝืนตัวเองที่จะอยู่รอดูผู้เป็นที่รัก....แต่ทว่ามันจะสำเร็จไปได้อย่างไรกัน....

ค่ำคืนแห่งความเจ็บปวดเข้าเกาะกุมหัวใจของพระจันทร์...เธอเจ็บปวดและแสนจะทรมานที่ไม่สามารถจะพบผู้เป็นที่รักได้...แต่นั่นก็คือความจริง...ที่ต้องเป็นไปตามธรรมดาอยู่แล้ว...ทำให้แต่ละค่ำคืนมีแต่ความมืดมิด...เพราะพระจันทร์ไม่สามารถออกมาทำหน้าที่ของตัวเองได้...ได้แต่จมอยู่กับความทุกข์ที่เต็มหัวใจ...หลับใหลอยู่ในห้วงแห่งรัตติกาลหลีกเหลี่ยงที่จะพบปะใครๆ...ทุกค่ำคืนจึงมืดสนนิดเดือดร้อนไปถึงท้องฟ้าผู้ยิ่งใหญ่...ต้องมาจัดการปัญหานี้....

"พระจันทร์เอ๋ย...เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเล่า"

"ข้าแต่ท้องฟ้าผู้ยิ่งใหญ่...ข้าน้อยทรมานจิตใจยิ่งนักจนมิอาจจะทำอะไรได้...ข้าน้อยรู้สึกหมดหวัง...ตัวข้าน้อยนี้ช่างไม่มีความสามารถเลย"

"พระจันทร์เอ๋ยเจ้ามีปัญหาสิ่งใดก็จงเล่าแก่ข้าฟังเถิด...อย่าเก็บไว้แต่เพียงผู้เดียวเลย"

พระจันทร์ได้ยินเช่นนั้นก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ท้องฟ้าฟัง

"โธ่เอ๊ย...พระจันทร์น้อยเจ้าช่างอ่อนไหวเหลือเกิน...การที่เจ้าไม่สามารถพบกับพระอาทิตย์ได้มันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว...เจ้าจงคิดดูให้ดีทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้ว...เจ้าอาจจะเจ็บปวดไปบ้าง...แต่หากลองคิดดูอีกด้าน...อย่างน้อยเจ้ากับพระอาทิตย์ก็อยู่บนท้องฟ้านี้เหมือนกัน...ถึงแม้เจ้าจะได้เห็นเพียงแค่แสงรำไรของเค้า...ได้เห็นเค้าเพียงไกลๆ...ก็ใช่ว่าไม่มีเค้าอยู่เจ้ายังสัมผัสและรับรู้ได้ว่ามีเค้าอยู่บนท้องฟ้านี้เช่นกัน...ถึงแม้จะไม่ได้พบกับเค้าใช่ว่าเจ้าจะรักเค้าไม่ได้หนิ...แล้วเจ้ายังจะเศร้าอีกเหรอเปล่า.."

"ข้าแต่ท้องฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ท่านกล่าวมานั่นถูกต้องแล้ว...แต่ทว่าพระจันทร์อย่างข้าไม่สามารถทำให้โลกสดใสได้"

"พระจันทร์น้อยเอ๋ย...ความสามารถของเจ้าไม่ได้ต่างจากพระอาทิตย์เลยสักนิด...เพราะแสงแห่งเจ้าก็คือแสงแห่งพระอาทิตย์...ที่เจ้ามีแสงสว่างได้ก็เพราะแสงของพระอาทิตย์เพราะฉะนั้นความสามารถของเจ้าไม่ได้ต่างจากพระอาทิตย์เลยนะ...."

พระจันทร์ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ...และภูมิใจที่เธอได้รักพระอาทิตย์ดวงนี้

"พระจันทร์เอ๋ยทีนี้เจ้าจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองได้หรือยังหละ..."

"ข้าน้อยรู้แล้วว่าจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด...ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางได้พบกับพระอาทิตย์ก็ตามแต่ข้าน้อยรู้เสมอว่าพระอาทิตย์จะอยุ่กับข้าน้อยเสมอ...เพราะแสงของข้าน้อยก็คือแสงแห่งพระอาทิตย์นั่นเอง..."

....หลังจากนั้นพระจันทร์ก็ตั้งอกตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองเสมอมา...แต่ทว่า..ก่อนลับขอบฟ้า...เธอจะเฝ้ามองอีกฟากของขอบฟ้าเสมอ...และดีใจทุกครั้งแม้จะได้เห็นเพียงแค่แสงรำไรของผู้เป็นที่รักก็ตามที....

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ตำนานรักท้าวแสนปม: เปลือกนอกหรือจะสำคัญเท่าเนื้อใน


ตำนานรักท้าวแสนปม :
เปลือกนอกกับเนื้อใน สิ่งใดสำคัญกว่ากัน


สังคมไทยปัจจุบันมีปัจจัยต่างๆที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและความคิดของผู้คนในสังคม ทั้งวัฒนธรรมตะวันตก กระแสทุนนิยม และกระแสโลกาภิวัตน์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนมีความอยากมีอยากเป็นอย่างที่คนอื่นเขามีหรือเป็นกัน และต่างก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา จึงไม่แปลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนับถือและนิยมชมชอบผู้อื่นที่รูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าที่จะมองเข้าไปในจิตใจของคนคนนั้น สิ่งที่น่าคิดก็คือจะมีสักกี่คนที่มองคนให้ลึกถึงเนื้อในโดยไม่พิจารณาถึงรูปลักษณ์ภายนอก


นางอุษา ราชธิดาของท้าวไตรตรึงษ์แห่งบทละครเรื่องท้าวแสนปม บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่6) เป็นหนึ่งในบุคคลที่กล่าวถึงข้างต้น แม้นางจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ในสังคมไทยปัจจุบันแต่การกระทำของนางก็เป็นตัวอย่างให้กับคนในสังคมได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เมื่อแรกที่นางเห็นท้าวชินเสนในร่างของนายแสนปม นางคิดในใจว่า


“รุงรังดังหนึ่งอนาถา แต่ดวงตามิใช่ตาไพร่
จ้องดูไม่หลบตาไป นี่มิใช่คนทรามต่ำช้า”


จะเห็นว่าแม้รูปกายภายนอกของนายแสนปมจะดูน่าเกลียดเพียงใด แต่นางอุษาก็ฉลาดพอที่จะมองคนออกและรู้สึกนึกรักนายแสนปมขึ้นมาทันที กล่าวได้ว่าความรักที่ทั้งสองมีให้กันนั้นเป็นความรักแรกพบที่บริสุทธิ์ไม่เจือสิ่งปรุงแต่งใดๆ เพราะท้าวชินเสนในร่างของนายแสนปมก็ต้องการที่จะทดสอบใจนางอุษา ส่วนนางอุษาก็ไม่ได้สนใจในเปลือกนอกของนายแสนปม และยินดีที่นายแสนปมมีสารมาถึงตนจนเกิดตำนานรักอันเลื่องชื่อ แม้ว่าเส้นทางรักของนางจะพบอุปสรรคบ้าง แต่สุดท้ายนางก็มีความสุขกับความรักที่นางเป็นผู้เลือกเอง


เมื่อมองยังที่ที่เรายืนอยู่นี้อีกครั้ง ตราบใดกระแสสังคมยังไหลเอื่อยๆไปตามครรลองของมันเอง โดยไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ตราบนั้น“เปลือกนอก”ก็ยังเป็นอีกเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ตัดสินความดีความเลวของคนในสังคม คงเป็นเรื่องยากที่คนเราจะมองให้ลึกถึงเนื้อในได้โดยไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกเช่นนางอุษา แต่กระนั้นสิ่งที่เราควรตระหนักในสังคมปัจจุบันก็คือ ความดีงามของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก จิตใจต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน ดังคำกล่าวที่ว่า “เปลือกนอกหรือจะสำคัญเท่าเนื้อใน”



100 ปีพระราชวังสนามจันทร์ ภาพฝันแห่งวันวาร


ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม २५५०ที่ผ่านมา จังหวัดนครปฐมดูจะคึกคักและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศมาเที่ยวชมงานพระปฐมเจดีย์ประจำปี๒๕๕๐ และงานประเพณีลอยกระทงแล้ว ยังมีงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ของสถานที่อันเป็นศรีสง่าและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวจังหวัดนครปฐม นั่นคือ งานฉลองครบรอบ๑๐๐ปี พระราชวังสนามจันทร์ นอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๕ ธันวาคมนี้แล้ว ยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่๖) ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นอีกด้วย


พระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ประมาณ ๒กิโลเมตร และอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มีพื้นที่๘๘๘ไร่ ๓งาน ๒๔ ตารางวา บริเวณที่สร้างพระราชวังสนามจันทร์นี้เป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์ในสมัยโบราณ เรียกว่าเนินปราสาท การก่อสร้างนี้มี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลปี ซึ่งต่อมาเลื่อนยศเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์) เป็นแม่งาน ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปีด้วยกัน เมื่อเสร็จเรียบร้อยลงใน พ.ศ.2450 รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามให้ว่า "พระราชวังสนามจันทร์" โดยนำชื่อมาจากสระน้ำใหญ่หน้าโบสถ์พราหมณ์ที่อยู่ใกล้ๆกับบริเวณเนินปราสาทนั่นเอง

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันก้าวย่างสู่สถานที่แห่งนี้ แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างประหลาด พระที่นั่งทั้ง ๔ ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตก อันประกอบด้วย พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งวัชรีรมยาและพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ ดูเปล่งประกายงดงามภายใต้รัศมีดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า เสียงเพลงไทยเดิมคลอเบาๆ ยิ่งเพิ่มมนต์ขลังและทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนไปในอดีต ประกอบกับหลอดไฟสีส้มร้อยเป็นพวงระย้าประดับตามต้นไม้ดูระยิบระยับตา และทำให้พระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ยิ่งได้ชมการสวนสนามของลูกเสือที่เดินแถวบรรเลงเพลงมาร์ชอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้เกิดความซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันจึงเลือกที่จะเดินชมรอบๆบริเวณงานเพื่อซึมซับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งอดีต พลางจินตนาการไปว่า ณ ที่ที่เรายืนอยู่นี้ เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วจะมีความยิ่งใหญ่สวยงามเพียงไร ขณะที่เราเหยียบย่างลงบนผืนดินแห่งนี้ คงต้องมีสักก้าวที่ได้ประทับลงบนรอยพระบาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และข้าราชบริพารคนสำคัญ เพียงแค่คิดก็ทำให้ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว


สิ่งที่ฉันประทับใจในงานเฉลิมฉลองหนึ่งร้อยปีพระราชวังสนามจันทร์นี้ก็คือ ความสวยงามของพระที่นั่ง และพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นและทรงพระราชทานนามไว้อย่างไพเราะคล้องจองกัน ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บุคคลคลภายนอกเข้าชมได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี พระที่นั่งวัชรีรมยา พระที่นั่งสามัคคียมุขมาตย์ เทวาลัยคเณศร์ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนังมารีราชรัตบัลลังก์ และพระตำหนักทับขวัญ


สถาปัตยกรรมหลากรูปแบบของพระที่นั่งและพระตำหนักแต่ละองค์ รวมทั้งเรือนข้าราชบริพารที่รายล้อมนั้น มีลักษณะเฉพาะตัวที่สวยงามโดดเด่นในตัวเอง บางพระที่นั่งเป็นศิลปะไทยแท้ ดูอ่อนช้อย วิจิตรงดงาม บางพระที่นั่งเป็นศิลปะตะวันตก ให้อารมณ์ชวนฝัน อ่อนโยน ละมุนละไม แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ แต่เมื่อมองในภาพรวมของทั้งพระราชวังสนามจันทร์นี้แล้ว ความแตกต่างของสถาปัตยกรรมเหล่านี้กลับผสมผสานกันอย่างลงตัว เป็นความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีพระราชวังไหนเทียบได้


การเที่ยวชมพระราชวังสนามจันทร์ในครั้งนี้นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจจากการชมความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมต่างๆแล้ว ในงานนี้ยังจัดให้มีมหรสพต่างๆที่นับวันจะเริ่มหาดูได้ยาก เช่น โขน รำ ฟ้อน และละครดึกดำบรรพ์ นาฏศิลป์เหล่านี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาจัดแสดง เผยแพร่ ให้คนภายนอกได้ดูได้ชม และมีการสืบทอดแก่คนรุ่นหลังโดยปลูกฝังให้รักและ หวงแหนศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของชาตินี้ สำหรับฉันเองนั้นได้มีโอกาสชมโขนเบิกโรง เรื่องพระคเณศร์เสียงา ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้รู้จักบทละครเรื่องนี้จากวิชาวรรณคดีสมัยรัชกาลที่๖ เมื่อได้มาชมโขนในงานนี้แล้ว ทำให้ฉันซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งเพราะหาโอกาสที่จะชมการแสดงที่ดีเช่นนี้ได้ยากเหลือเกิน ตัวละครแต่ละตัวแสดงได้อ่อนช้อย แต่แฝงไปด้วยความทรงพลังที่สะกดสายตาคนดู โดยเฉพาะตอนรำฉุยฉาย นอกจากกระบวนกลอนจะมีความไพเราะแล้ว ท่ารำยังงดงามอ่อนช้อยเครื่องแต่งกายของตัวละครยามเมื่อต้องแสงไฟทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้เสียงพากษ์ที่ดังกังวานไพเราะเสนาะหู ยิ่งทำให้โขนเบิกโรงเรื่องนี้น่าดูน่าชมยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ในงานยังมีการออกร้านของโครงการต่างๆ ซึ่งแต่ละร้านก็ได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้เราเห็นว่าพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ต้องทรงงานหนักเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆและช่วยเหลือประชาชนทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ไม่ว่าปัญหาจะหนักหนาสักเพียงไร ทุกพระองค์ก็ทรงเป็นขวัญและกำลังใจเสมอมา ด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและพระราชดำริที่เป็นประโยชน์จึงไม่แปลกที่คนไทยได้ถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนไว้สูงสุด


เป็นเวลากว่า๑๐๐ ปีแล้วที่พระราชวังสนามจันทร์ได้สถิต์อยู่ ณ จังหวัดนครปฐม จังหวัดที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดีที่ยิ่งใหญ่ และมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน แม้กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆไปมาก จนภาพของความยิ่งใหญ่สวยงามของพระราชวัง สนามจันทร์ในขณะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้เลือนลางจนกลายเป็นเพียงภาพฝัน แต่กระนั้นก็ยังไม่จางหายไป ในงานนี้นอกจาก เราจะได้เห็นความสวยงามที่แฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจของพระราชวังสนามจันทร์แล้ว เรายังได้รับความรู้ ความบันเทิงจากมหรสพมากมายด้วย เหนือสิ่งอื่นใดในงานนี้ภาพฝันแห่งวันวารได้แจ่มชัดขึ้นอีกครั้งในรอยตาและรอยใจของผู้เข้าชมงานทุกคน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัติย์ผู้เป็นจอมปราชญ์ “ พระมหาธีรราชเจ้า” ของปวงชนชาวไทย